หากคุณใช้งาน WordPress ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คุณอาจเคยได้ยินชื่อ Gutenberg ผ่านหูมาบ้าง หรือแม้แต่ได้ใช้โดยไม่รู้ตัว Gutenberg คือระบบแก้ไขเนื้อหา (Editor) แบบใหม่ที่ WordPress พัฒนาขึ้นเพื่อให้การสร้างและออกแบบเนื้อหาบนเว็บไซต์กลายเป็นเรื่องง่าย เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และนักออกแบบเว็บไซต์มืออาชีพ
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ Gutenberg อย่างละเอียดว่า Gutenberg คืออะไร, มีจุดเด่นอย่างไร, ใช้งานอย่างไร และควรเลือกใช้ Gutenberg หรือยังคงใช้ Classic Editor แบบเดิมต่อไป
หัวข้อ
Gutenberg คืออะไร?
Gutenberg คือ Block Editor ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย WordPress ตั้งแต่เวอร์ชัน 5.0 เป็นต้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อ ปรับปรุงประสบการณ์การสร้างเนื้อหา ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แทนที่ระบบการพิมพ์ข้อความแบบคลาสสิก (Classic Editor) ที่เคยใช้กันมานาน
จุดเด่นของ Gutenberg คือการใช้งานแบบ “บล็อก” (Block-based) ซึ่งผู้ใช้สามารถเพิ่มเนื้อหาแต่ละประเภทเป็นบล็อกแยกกัน เช่น ข้อความ, รูปภาพ, ปุ่ม, วิดีโอ, คอลัมน์ ฯลฯ และสามารถจัดเรียง ลากวาง ปรับแต่งได้อย่างอิสระ
จุดเด่นของ Gutenberg
✅ ฟีเจอร์ | 📌 รายละเอียด |
---|---|
Block-based | ทุกองค์ประกอบของเนื้อหาแยกเป็นบล็อก ทำให้จัดการได้ง่าย |
Drag & Drop | สามารถลากและวางบล็อกในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างอิสระ |
รองรับ Media ครบถ้วน | แทรกรูปภาพ, วิดีโอ, เสียง, ปุ่ม ฯลฯ ได้ในไม่กี่คลิก |
Live Preview | เห็นผลลัพธ์จริงขณะพิมพ์และจัดเรียงเนื้อหา |
ไม่ต้องเขียนโค้ด | เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง |
ใช้งานกับ Theme และ Plugin สมัยใหม่ | รองรับธีมและปลั๊กอินที่พัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น |
บล็อกที่ใช้งานได้ใน Gutenberg
- Paragraph – ข้อความทั่วไป
- Image / Gallery – รูปภาพและแกลเลอรี
- Heading – หัวข้อหลักและย่อย
- List – รายการหัวข้อย่อย
- Quote – คำพูดหรือข้อความอ้างอิง
- Button – ปุ่มกดที่สามารถเชื่อมลิงก์
- Columns – การจัดเลย์เอาต์แบบหลายคอลัมน์
- Video / Audio / File – สื่อมัลติมีเดียหลากหลายประเภท
- Table – ตารางข้อมูล
- Embed – ฝัง YouTube, Facebook, Instagram ฯลฯ
Gutenberg เหมาะกับใคร?
- ✅ ผู้เริ่มต้นใช้งาน WordPress ที่ไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อน
- ✅ เจ้าของธุรกิจ ที่ต้องการปรับแต่งหน้าเพจได้เอง
- ✅ นักเขียนบทความ / Blogger ที่อยากมีเครื่องมือจัดการเนื้อหาที่ยืดหยุ่น
- ✅ นักออกแบบเว็บไซต์ ที่ต้องการควบคุมโครงสร้างได้มากกว่าการพิมพ์ธรรมดา
Gutenberg vs Classic Editor
จุดเปรียบเทียบ | Gutenberg | Classic Editor |
---|---|---|
วิธีใช้งาน | แบบบล็อก Drag & Drop | พิมพ์ข้อความธรรมดา |
ความยืดหยุ่น | สูง ปรับแต่งได้มาก | จำกัดการจัดวาง |
เหมาะกับใคร | ผู้ใช้ใหม่, ดีไซน์เนอร์ | ผู้ใช้ดั้งเดิม, เขียนเนื้อหาเร็ว |
การพัฒนา | ได้รับการอัปเดตสม่ำเสมอ | ไม่มีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มแล้ว |
หากคุณยังคุ้นชินกับ Classic Editor ไม่ต้องกังวล เพราะยังสามารถติดตั้งปลั๊กอิน “Classic Editor” เพื่อย้อนกลับไปใช้แบบเดิมได้
Gutenberg กับ Full Site Editing (FSE)
ใน WordPress เวอร์ชันล่าสุด Gutenberg ยังถูกขยายความสามารถไปสู่ระดับ “Full Site Editing” หรือการปรับแต่งทั้งเว็บไซต์แบบบล็อก เช่น Header, Footer, Template หน้าโพสต์ และอื่น ๆ โดยไม่ต้องใช้ Page Builder แยก
FSE เป็นการรวมพลังของธีมและ Gutenberg เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ธีมที่รองรับ FSE เช่น Twenty Twenty-Four, Blocksy, Kadence เป็นต้น
วิธีเปิดใช้งาน Gutenberg
หากคุณใช้ WordPress 5.0 ขึ้นไป Gutenberg จะถูกติดตั้งมาให้โดยอัตโนมัติ แต่หากคุณติดตั้งปลั๊กอิน Classic Editor ไว้ คุณสามารถสลับกลับมาใช้ Gutenberg ได้ง่าย ๆ ดังนี้:
- ไปที่ เมนู Plugins
- ปิดการใช้งาน (Deactivate) ปลั๊กอิน Classic Editor
- เมื่อเปิดหน้าโพสต์หรือหน้าใหม่ ระบบจะแสดงหน้าจอ Gutenberg ให้ใช้งาน
สรุป: Gutenberg คือก้าวสำคัญของ WordPress สู่ยุคใหม่
Gutenberg ไม่ใช่แค่ตัวแก้ไขบทความธรรมดา แต่เป็นระบบสร้างเนื้อหาแบบบล็อกที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยให้การออกแบบเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ทั้งสะดวก สวยงาม และยืดหยุ่น โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ นักเขียน หรือเจ้าของธุรกิจ การใช้ Gutenberg จะช่วยให้คุณจัดการเนื้อหาได้อย่างมืออาชีพ และตอบโจทย์การทำเว็บในยุคที่เน้น “ประสบการณ์ผู้ใช้” มากกว่าที่เคย
ติดต่อเรา
- Facebook : Moon Knight Creator
- LINE : https://lin.ee/EbIAGuf
- เว็บไซต์ : www.moonknightcreator.com
- แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/periouvPvt8SF9kTA